ดาวน์โหลด PDF ดาวน์โหลด Word

ถ้าให้นึกถึงสัตว์ประจำออสเตรเลียสักตัว คนส่วนใหญ่จะนึกถึงจิงโจ้ก่อนเสมอ มันอยู่บนตราแผ่นดิน อยู่บนหางเครื่องบิน อยู่บนเหรียญ และอยู่ในภาพจำของคนทั้งโลก แต่เบื้องหลังภาพการ์ตูนน่ารักที่กระโดดหยองแหยง จิงโจ้เป็นสัตว์ที่มีเรื่องราวซับซ้อนกว่าที่คิดมาก ทั้งในแง่ชีววิทยา กฎหมาย และความสัมพันธ์กับมนุษย์

บทความนี้รวบรวมข้อมูลว่าจิงโจ้มีกี่ชนิด ออสเตรเลียมีอยู่กี่ตัว ประเทศอื่นมีบ้างไหม พวกมันใช้ชีวิตอย่างไร กระโดดแบบนั้นได้อย่างไรโดยไม่เหนื่อย เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่ มีการอนุรักษ์อย่างไร และมีความหมายอะไรในความเชื่อของผู้คน

จิงโจ้มีกี่ชนิด

คำว่า "จิงโจ้" ในภาษาไทยและ "kangaroo" ในภาษาอังกฤษ ใช้เรียกกว้างกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ในทางวิทยาศาสตร์ สัตว์กลุ่มนี้อยู่ในวงศ์ Macropodidae ซึ่งแปลตรงตัวว่า "เท้าใหญ่" มีสมาชิกราว 50-60 ชนิด รวมทั้งวอลลาบี วอลลารู และจิงโจ้ต้นไม้เข้าไปด้วย

แต่ถ้าพูดถึง "จิงโจ้" ในความหมายแคบ คือตัวใหญ่ที่เราเห็นในภาพจำ จะมีเพียง 4 ชนิดหลัก ดังนี้

ชนิดชื่อวิทยาศาสตร์ถิ่นอาศัย
จิงโจ้แดงMacropus rufusเขตแห้งแล้งใจกลางทวีป ตัวใหญ่ที่สุดในโลก
จิงโจ้เทาตะวันออกMacropus giganteusฝั่งตะวันออกที่ชื้นกว่า พบมากที่สุด
จิงโจ้เทาตะวันตกMacropus fuliginosusตอนใต้และตะวันตกของทวีป
จิงโจ้แอนติโลพีนMacropus antilopinusเขตร้อนทางตอนเหนือ

ความแตกต่างระหว่างจิงโจ้กับวอลลาบีไม่มีเส้นแบ่งทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นเพียงการเรียกตามขนาดเท่านั้น ตัวใหญ่เรียกจิงโจ้ ตัวเล็กเรียกวอลลาบี ตัวกลางๆ เรียกวอลลารู

ออสเตรเลียมีจิงโจ้กี่ตัว

ตัวเลขที่มักถูกอ้างถึงคือ ราว 30-50 ล้านตัว โดยการสำรวจล่าสุดในปี ค.ศ. 2024 ประเมินไว้ที่ราว 35.2 ล้านตัวทั่วประเทศ

ตัวเลขที่กว้างขนาดนี้ไม่ได้แปลว่านับไม่เป็น แต่สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ประชากรจิงโจ้ผันผวนตามฝน ปีไหนฝนดี หญ้าขึ้นเยอะ จิงโจ้ออกลูกได้มาก ประชากรพุ่งขึ้นเร็ว ปีไหนแล้งจัด ประชากรอาจลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่ปี นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลแต่ละรัฐต้องสำรวจใหม่ทุกปี

วิธีสำรวจใช้การบินเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินเล็กเป็นเส้นตรงเหนือพื้นที่ตัวอย่าง แล้วนับตัวที่เห็นจากอากาศ ก่อนคำนวณย้อนกลับเป็นประชากรทั้งเขต ตัวอย่างผลสำรวจปี 2024 เช่น รัฐวิกตอเรียพบจิงโจ้เทาตะวันออกราว 2.09 ล้านตัว และจิงโจ้เทาตะวันตกราว 212,000 ตัว ส่วนรัฐเซาท์ออสเตรเลียพบจิงโจ้แดงราว 2.97 ล้านตัว

ข้อสังเกตที่คนมักเข้าใจผิด: การที่จิงโจ้มีจำนวนมาก ไม่ได้แปลว่าทุกชนิดปลอดภัย สี่ชนิดใหญ่มีเยอะจริง แต่ในวงศ์เดียวกันยังมีอีกหลายสิบชนิดที่หายาก บางชนิดเหลือไม่ถึงสองพันตัว การพูดว่า "จิงโจ้มีเยอะจะตาย" จึงถูกแค่ครึ่งเดียว

ประเทศอื่นมีจิงโจ้ไหม

คำตอบคือ มี และอาจไม่ใช่ประเทศที่คุณคิด

ปาปัวนิวกินี — บ้านของจิงโจ้ต้นไม้

สัตว์ในวงศ์เดียวกับจิงโจ้กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า จิงโจ้ต้นไม้ (tree-kangaroo) ในสกุล Dendrolagus ไม่ได้อยู่บนพื้นแบบญาติของมัน แต่ปีนอยู่บนต้นไม้ในป่าดิบเขา IUCN รับรองไว้ 14 ชนิด และในจำนวนนี้ 12 ชนิดอยู่บนเกาะนิวกินี (ปาปัวนิวกินีและฝั่งอินโดนีเซีย) มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้นที่อยู่ในออสเตรเลีย

นี่คือข้อเท็จจริงที่พลิกความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ ถ้านับเฉพาะจิงโจ้ต้นไม้ นิวกินีมีความหลากหลายมากกว่าออสเตรเลียหลายเท่า

จิงโจ้ต้นไม้ที่รู้จักกันดีที่สุดคือ จิงโจ้ต้นไม้แมตชี (Dendrolagus matschiei) หรือจิงโจ้ต้นไม้ฮูออน อาศัยเฉพาะบนคาบสมุทรฮูออนทางตะวันออกเฉียงเหนือของปาปัวนิวกินี IUCN จัดสถานะเป็น ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ประเมินว่าเหลือในธรรมชาติไม่ถึง 2,500 ตัว จากการล่าเกินขนาดและการสูญเสียป่าจากการทำเหมือง ตัดไม้ และแผ้วถางทำเกษตร

ประเทศอื่นที่มีจิงโจ้แต่ไม่ใช่ถิ่นเดิม

นอกจากนั้นยังมีประชากรวอลลาบีที่หลุดจากสวนสัตว์หรือฟาร์มไปตั้งรกรากในธรรมชาติของหลายประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และหมู่เกาะฮาวาย กลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่ถิ่นอาศัยดั้งเดิม และในบางที่ถูกจัดเป็นสัตว์รุกรานที่ต้องควบคุม เพราะแย่งอาหารกับสัตว์พื้นเมือง

ส่วนจิงโจ้ในสวนสัตว์นั้นมีอยู่แทบทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการมีประชากรในธรรมชาติ

ใช้ชีวิตอย่างไร

กระโดดอย่างไรจึงไม่เหนื่อย

เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดของจิงโจ้คือกลไกการเคลื่อนที่ พวกมันไม่ได้ "ออกแรงกระโดด" ทุกครั้งแบบที่เราเข้าใจ แต่ใช้หลักการเดียวกับ สปริง

เมื่อขาหลังกระแทกพื้น เอ็นขนาดใหญ่ที่ขาจะถูกยืดออกและเก็บพลังงานไว้ในตัวมันเอง พอถึงจังหวะดีดตัวขึ้น เอ็นจะคืนตัวและปล่อยพลังงานนั้นออกมาช่วยผลักตัวขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อออกแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมาก มีการประเมินว่า เอ็นของจิงโจ้เก็บพลังงานได้มากกว่ากล้ามเนื้อของมันเองถึงสิบเท่า

ผลลัพธ์คือจิงโจ้ใช้พลังงานในการเดินทางน้อยกว่าสัตว์สี่ขาขนาดเท่ากันราวร้อยละ 40 และที่แปลกกว่านั้นคือ ยิ่งกระโดดเร็วขึ้น มันแทบไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มเลย ต่างจากสัตว์ทั่วไปที่ยิ่งวิ่งเร็วยิ่งเปลืองแรง

ความสามารถนี้คือคำตอบว่าทำไมจิงโจ้ถึงอยู่รอดในทวีปที่แห้งแล้งได้ เพราะมันต้องเดินทางไกลมากเพื่อหาหญ้าและน้ำ ถ้าเดินแบบสัตว์ทั่วไปคงหมดแรงตายก่อน

ทำไมถอยหลังไม่ได้

เรื่องที่คนเล่ากันบ่อยว่าจิงโจ้เดินถอยหลังไม่ได้ เป็นความจริง และมีเหตุผลทางกายภาพชัดเจนสามข้อ

ข้อแรก หางที่ใหญ่และหนัก ทำหน้าที่เหมือนขาที่สาม ค้ำยันน้ำหนักตัวเวลาหยุดนิ่ง แต่มันขวางทางเมื่อจะถอยหลัง ข้อสอง ขาหลังทั้งสองข้างเคลื่อนที่พร้อมกันเสมอ ไม่แยกอิสระเหมือนขาคนหรือขาสุนัข จึงก้าวถอยทีละข้างไม่ได้ ข้อสาม กระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลังแข็งแรงแต่ไม่ยืดหยุ่น ออกแบบมาเพื่อความมั่นคงตอนพุ่งไปข้างหน้า ไม่ใช่เพื่อการบิดตัวถอยกลับ

ชีวิตในฝูง

จิงโจ้อยู่รวมกันเป็นฝูงที่เรียกว่า mob ขนาดตั้งแต่สิบตัวขึ้นไป และในพื้นที่อาหารสมบูรณ์อาจรวมกันได้ถึงร้อยตัว ประโยชน์หลักของการอยู่รวมกันคือการมีตาหลายคู่ช่วยกันระวังภัย เมื่อตัวหนึ่งเห็นอันตราย มันจะกระทืบเท้าหลังกับพื้นเป็นสัญญาณเตือนทั้งฝูง

พวกมันหากินหญ้าเป็นหลัก และมักออกหากินช่วงเช้ามืดกับพลบค่ำ เพื่อเลี่ยงความร้อนกลางวันของทวีปที่แดดแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ลูกจิงโจ้กับกระเป๋าหน้าท้อง

จิงโจ้เป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupial) ลูกแรกเกิดตัวเล็กกว่าเมล็ดองุ่น ตาบอด ไม่มีขน หลังจากตั้งท้องเพียงราวหนึ่งเดือนเท่านั้น ลูกน้อยตัวนั้นต้องคลานผ่านขนแม่ขึ้นไปหากระเป๋าหน้าท้องด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ แล้วงับหัวนมไว้ พัฒนาต่ออีกราวแปดถึงเก้าเดือนในกระเป๋า

แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือความสามารถที่เรียกว่า embryonic diapause หรือการหยุดพัฒนาการของตัวอ่อน แม่จิงโจ้สามารถผสมพันธุ์แล้วแช่ตัวอ่อนไว้ในสถานะหยุดนิ่งได้ ไม่ให้เติบโตต่อ จนกว่าเงื่อนไขจะเหมาะสม

กลไกคือ ตัวอ่อนจะพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์แล้วหยุดอยู่แค่นั้น โดยมีฮอร์โมนโปรแลกตินซึ่งหลั่งออกมาเพราะลูกตัวก่อนกำลังดูดนมอยู่ เป็นตัวสั่งให้หยุด พอลูกตัวเก่าออกจากกระเป๋า สัญญาณหยุดหายไป ตัวอ่อนที่รออยู่จึงเริ่มพัฒนาต่อทันที

ความสามารถนี้มีค่ามหาศาลในทวีปที่ฝนไม่แน่นอน เพราะแม่จิงโจ้ไม่ต้องเสี่ยงคลอดลูกในปีที่แล้งจัด และพร้อมออกลูกทันทีที่ฝนมา โดยไม่ต้องรอเวลาตั้งท้องใหม่

เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ไหม

คำตอบสั้นๆ คือ ในออสเตรเลียเลี้ยงไม่ได้ ผิดกฎหมาย

จิงโจ้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายทั่วออสเตรเลีย การครอบครองส่วนบุคคลจึงต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น ยกตัวอย่างรัฐนิวเซาท์เวลส์ จิงโจ้ วอลลารู และวอลลาบี ได้รับความคุ้มครองภายใต้ Biodiversity Conservation Act 2016 ซึ่งกำหนดว่าการ "harm" อันหมายรวมถึงฆ่า ทำร้าย หรือจับ ถือเป็นความผิดหากไม่มีใบอนุญาต

ที่น่าสนใจคือในรัฐนิวเซาท์เวลส์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมืองที่อนุญาตให้เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือหนูกระโดดสปินิเฟกซ์และหนูที่ราบ นอกนั้นรวมถึงจิงโจ้ พอสซัม และควอลล์ เลี้ยงไม่ได้ทั้งหมด

ข้อยกเว้นที่มักถูกอ้างถึงคือรัฐวิกตอเรีย ซึ่งมีช่องทางให้ขออนุญาตได้ แต่ในทางปฏิบัติใบอนุญาตมักออกให้เฉพาะผู้ดูแลสัตว์ป่าและหน่วยกู้ภัยสัตว์ ไม่ใช่คนทั่วไปที่อยากเลี้ยงไว้เล่น

เหตุผลเบื้องหลังไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย จิงโจ้โตเต็มวัยตัวผู้สูงได้เกินหนึ่งเมตรครึ่ง มีกล้ามเนื้อขาที่เตะได้รุนแรงพอทำให้คนบาดเจ็บสาหัส ต้องการพื้นที่วิ่งกว้างมาก และเป็นสัตว์ฝูงที่เครียดเมื่อถูกขังเดี่ยว บ้านคนทั่วไปจึงไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับมันเลย

การอนุรักษ์และการจัดการ

เรื่องการจัดการประชากรจิงโจ้ในออสเตรเลียเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และมีสองมุมที่ต่างกันชัดเจน ผมขอเล่าทั้งสองด้าน

ระบบโควตาการล่าเชิงพาณิชย์

ออสเตรเลียอนุญาตให้ล่าจิงโจ้เชิงพาณิชย์ได้ภายใต้ระบบโควตา โดยกำหนดเพดานไว้ที่ราว ร้อยละ 15-20 ของประชากร ที่สำรวจได้ในแต่ละปี แต่ในทางปฏิบัติปริมาณที่ล่าจริงมักต่ำกว่าโควตามาก

ตัวอย่างปี ค.ศ. 2017 มีการล่าจิงโจ้ไม่ถึง 1.5 ล้านตัว จากโควตาที่อนุญาตไว้ราว 7.17 ล้านตัวใน 4 รัฐรวมกัน คิดเป็นเพียงราวร้อยละ 15 ของโควตาเท่านั้น

การล่าอยู่ภายใต้ National Code of Practice ซึ่งกำหนดมาตรฐานวิธีการที่ต้องทำให้สัตว์ตายทันทีโดยไม่ทรมาน และผู้ล่าทั้งเชิงพาณิชย์และไม่ใช่เชิงพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามระเบียบของตนเอง

เสียงคัดค้าน

องค์กรพิทักษ์สัตว์จำนวนมากคัดค้านระบบนี้ โดยชี้ว่าการล่าไม่มีทางมีมนุษยธรรมได้จริงในสภาพหน้างานกลางคืนกลางทุ่ง และตั้งคำถามกับความแม่นยำของการสำรวจประชากรที่ใช้กำหนดโควตา เมื่อรัฐวิกตอเรียเพิ่มโควตาขึ้นร้อยละ 65 ในปี 2021 ก็มีเสียงคัดค้านอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์ที่ไม่เชื่อตัวเลขการนับ

ฝ่ายสนับสนุนโต้แย้งว่า ถ้าไม่มีการล่าเชิงพาณิชย์ที่มีระเบียบควบคุม รัฐและเจ้าของที่ดินก็จะหันไปใช้การกำจัดแบบไม่เป็นทางการแทน ซึ่งมีมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ต่ำกว่า และซากถูกทิ้งเสียเปล่าโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์

เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ และเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาอนุรักษ์ที่ไม่มีคำตอบถูกผิดชัดเจน

ชนิดที่ต้องการการอนุรักษ์จริงๆ

ขณะที่สี่ชนิดใหญ่มีจำนวนมาก ญาติของมันในวงศ์เดียวกันหลายชนิดกลับอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มจิงโจ้ต้นไม้ในนิวกินีที่กล่าวถึงไปแล้ว

โครงการที่ถูกยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จคือ Tree Kangaroo Conservation Program (TKCP) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1996 จุดเด่นของโครงการนี้คือไม่ได้ทำงานแบบประกาศเขตห้ามเข้าเฉยๆ แต่ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น โดยหาทางให้การอนุรักษ์ตอบโจทย์ปากท้องของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผลกว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว

ความเชื่อและความหมายทางวัฒนธรรม

ในวัฒนธรรมชาวอะบอริจิน

จิงโจ้มีความสำคัญต่อชาวอะบอริจินมาหลายหมื่นปี ทั้งในฐานะแหล่งอาหารหลักและในฐานะส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและเรื่องเล่าใน Dreamtime ซึ่งเป็นระบบความเชื่อที่อธิบายการกำเนิดของแผ่นดินและกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน

ชนพื้นเมืองหลายกลุ่มถือจิงโจ้เป็น โทเทม ประจำกลุ่ม เช่นชาว Arrernte ในตอนกลางของทวีปที่ผูกพันกับจิงโจ้แดง ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Kere aherre การมีจิงโจ้เป็นโทเทมหมายถึงความผูกพันเชิงจิตวิญญาณและหน้าที่ดูแลสัตว์ชนิดนั้นด้วย ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์

ในเรื่องเล่า จิงโจ้มักปรากฏเป็นตัวละครที่ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยม ทำหน้าที่สอนบทเรียนเรื่องการเอาตัวรอด วัฏจักรของธรรมชาติ และความเชื่อมโยงกันของสรรพชีวิต

บนตราแผ่นดินออสเตรเลีย

จิงโจ้ปรากฏบนตราแผ่นดินออสเตรเลียคู่กับนกอีมู บนเงินตรา และบนสัญลักษณ์องค์กรจำนวนมาก สื่อถึงความภาคภูมิใจ ความแข็งแกร่ง และความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ

มีคำอธิบายที่เล่ากันแพร่หลายว่าเลือกจิงโจ้กับอีมูเพราะสัตว์ทั้งสองชนิด "เดินถอยหลังไม่ได้" จึงเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่มีแต่เดินหน้าไม่ถอยหลัง คำอธิบายนี้ฟังดูสวยงามและถูกเล่าซ้ำมาก แต่ควรทราบว่า ไม่มีเอกสารทางการยืนยันว่านี่คือเหตุผลตอนออกแบบตราจริงๆ เป็นการตีความที่มาทีหลัง

เกร็ดที่เล่ากันผิดมานาน: หลายคนเชื่อว่าคำว่า kangaroo แปลว่า "ฉันไม่เข้าใจ" โดยเล่าว่ากัปตันคุกถามชาวพื้นเมืองว่าสัตว์นี้ชื่ออะไร เขาตอบว่าไม่เข้าใจ ฝรั่งเลยนึกว่าเป็นชื่อสัตว์ เรื่องนี้ไม่จริงครับ คำนี้มาจาก gangurru ในภาษา Guugu Yimithirr ซึ่งหมายถึงจิงโจ้ตัวผู้ขนาดใหญ่สีเทาหรือดำโดยเฉพาะ เป็นหนึ่งในอย่างน้อยแปดคำที่ภาษานี้ใช้แยกจิงโจ้แต่ละแบบ ความเข้าใจผิดนี้ถูกแก้ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1898 โดยนักชาติพันธุ์วิทยาชื่อ W.E. Roth แต่ไม่มีใครสนใจ จนนักภาษาศาสตร์ยุคหลังยืนยันซ้ำอีกครั้ง

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย

ภาพ "จิงโจ้นักมวย" ที่ยืนสองขาชูหมัด กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแบบไม่เป็นทางการ ปรากฏบนธงเชียร์กีฬาและสินค้าที่ระลึกทั่วประเทศ ภาพนี้มีที่มาจากพฤติกรรมจริงของจิงโจ้ตัวผู้ที่ต่อสู้แย่งตัวเมียด้วยการยืนขึ้นใช้ขาหน้าผลักกันและใช้ขาหลังเตะ แต่ในธรรมชาติมันไม่ได้ "ชกมวย" กับมนุษย์อย่างที่ภาพการ์ตูนทำให้เข้าใจ

สรุป

จิงโจ้ในความหมายแคบมีเพียง 4 ชนิดหลัก แต่ในวงศ์เดียวกันมีสมาชิกราว 50-60 ชนิด ออสเตรเลียมีจิงโจ้ราว 30-50 ล้านตัว ผันผวนตามปริมาณฝนอย่างชัดเจน จนต้องสำรวจใหม่ทุกปี

ประเทศอื่นก็มีสัตว์กลุ่มนี้ โดยเฉพาะ ปาปัวนิวกินีที่มีจิงโจ้ต้นไม้ถึง 12 จาก 14 ชนิดของโลก มากกว่าออสเตรเลียหลายเท่า และหลายชนิดในนั้นกำลังใกล้สูญพันธุ์

พวกมันกระโดดโดยใช้เอ็นเก็บพลังงานแบบสปริง ประหยัดแรงกว่าสัตว์สี่ขาราวร้อยละ 40 ถอยหลังไม่ได้เพราะหาง ขา และกระดูกสันหลัง อยู่รวมกันเป็นฝูง และมีความสามารถหยุดพัฒนาการตัวอ่อนไว้รอฝนได้

เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ได้ตามกฎหมายออสเตรเลีย มีระบบโควตาล่าที่ยังถกเถียงกันอยู่ระหว่างฝ่ายที่มองว่าเป็นการจัดการอย่างมีระเบียบ กับฝ่ายที่มองว่าไม่มีทางมีมนุษยธรรมได้

และในทางวัฒนธรรม จิงโจ้ไม่ได้เป็นแค่สัตว์บนตราแผ่นดิน แต่เป็นโทเทมและตัวละครในเรื่องเล่าของผู้คนที่อยู่กับมันมาก่อนใครนับหมื่นปี ก่อนที่เรือลำแรกจากยุโรปจะมาถึงและเข้าใจแม้แต่ชื่อของมันผิด

แหล่งอ้างอิง